• วิธีที่ 1 ตรวจสอบบ้านทั้งหลังว่ามีข้อบกพร่องหรือ ไม่ ถ้ามีก็ให้ทางผู้ขายซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนที่จะโอน
  • สิ่งที่ต้องคำนึง คือ
- ที่ตั้งโครงการมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของเมืองหรือไม่ มีถนน,ทางด่วน หรือระบบขนส่งมวลชน ไปถึงหรือเปล่า
- เจ้าของโครงการมีความน่าเชื่อถือและเคยทำโครงการหรือไม่ ซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อแค่ไหน
- รูปแบบของตัวบ้าน และมาตรฐานของวัสดุที่ใช้สัมพันธ์กับราคาที่ขายหรือเปล่า
- ระบบสาธารณูปโภคต่างๆเช่น ระบบระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สโมสร สวนสาธารณะ,ทะเลสาบมีหรือไม
่สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำคัญมาก ยิ่งถ้ามีบ้านตัวอย่างให้ดูยิ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
 
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการซื้อบ้านจัดสรร
- ประการแรกคือ ไม่ควรซื้อบ้านจัดสรรที่อยู่ใกล้ แหล่งชุมชนแออัด เพราะแหล่งชุมชนแออัดเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องขโมยอย่าง เดียวอาจจะหมายถึงเรื่องอัคคีภัยด้วย
- ประการที่สองคือ ไม่ควรซื้อบ้านจัดสรรติดกับแหล่ง กักเก็บวัตถุระเบิด หรือวัตุไวไฟ จริงๆ แล้วมีกฏหมายกำหนดไว้ว่าต้องไม่อยู่ใกล้บริเวณนี้ แต่ก็มีการฝ่าฝืนอยู่หลาย โครงการ
- ประการสุดท้ายคือ ไม่ควรซื้อบ้านที่มีทางเข้าออก หลายทาง หรือทางผ่านสาธารณะ ซึ่งอาจสวนทางกับคำ โฆษณาที่บอกว่ามีทางเข้า-ออกหลายทางหรือติดถนนใหญ่ เนื่องจากการดูแลความปลอดภัยค่อนข้างยาก ถ้าเป็นทาง สาธารณะ ก็จะมีรถความเร็วสูงๆ ผ่าน ลูกหลานของเราอาจจะไม่ปลอดภัย
- วิธีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากเจ้าของโครงการและจากสิ่งพิมพ์
 
  • สำหรับเจ้าของโครงการ
สิ่งที่ผู้ซื้อต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากก็คือ ความ มั่นคงทางการเงินของเจ้าของโครงการว่ามั่นคงเพียงใดหรือไม่ มีผลงานทางด้านการจัดสรรที่ดินและบ้านมาก่อนหรือ เปล่า
หากผู้ประกอบกิจการได้เคยดำเนินการมาแล้ว ก็จะ ต้องพิจารณาดูว่าโครงการที่เขาดำเนินการมาแล้วนั้นมีสภาพ เป็นอย่างไร ทำตามโครงการหรือสัญญาครบถ้วนหรือไม่ มี การส่งมอบงานหรือโอนบ้านตามกำหนดหรือไม่ ถ้าขาดองค์ ประกอบ 2 ประการนี้ ก็ไม่ควรซื้อหรือถ้าจะซื้อก็ต้องระวัง ให้มากเป็นพิเศษ
  • สำหรับสิ่งพิมพ์ที่ใช้โฆษณา
สิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หรือที่เรียกกันว่า โบว์ชัวร์นั้น ที่ ถูกต้องนั้นต้องระบุรายละเอียดไว้หลายอย่างด้วยกัน ประ- การแรกคือ ชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ โฉนด หรือเลขที่อนุญาตจัดสรร ประการต่อไปคือ ชื่อผู้ประ กอบธุรกิจ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สุดท้ายก็คือ ทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ชื่อกรรมการผู้จัด การ และภาระผูกพันเกี่ยวกับที่ดินและอาคารนั้นๆ ถ้ามีสิ่งที่ กล่าวมาข้างต้นครบถ้วน ก็พอจะแสดงได้ว่าโครงการนั้นมี ความน่าเชื่อถือ
 
  • วิธีการทำสัญญาซื้อบ้านจัดสรร
เรื่องการทำสัญญาซื้อบ้านจัดสรร ผู้ซื้อจะต้องไม่เกรง ใจผู้ขายในการตรวจสอบหนังสือสัญญา การทำสัญญาแต่ละ ครั้ง ผู้ซื้อจะต้องเข้าใจความหมายทุกตัวอักษรก่อนที่จะลงลาย มือชื่อของตน
ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องจัดหาผู้รู้มาให้คำแนะนำ หรือถ้าสงสัยในเรื่องใดก็ต้องสอบถามผู้ขายให้เป็นที่ตกลงกัน เสียก่อน มิฉะนั้นจะตกเป็นผู้เสียเปรียบในการทำสัญญาได้ เช่น แบบบ้านที่ทำสัญญาถูกต้องตามโฆษณาหรือไม่ เพราะมี ผู้ดำเนินการบางราย อาจทำแบบบ้านอย่างหนึ่ง แต่เวลาทำ สัญญาได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการซ่อนไว้ หากไม่ตรวจสอบก็จะไม่ทราบ
  • วิธีการป้องกันไม่ให้บ้านจัดสรรที่ท่านซื้อล่าช้า
วิธีการที่จะป้องกันได้ ดังนี้
1.ตรวจหลักฐานการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก่อน ทำการจองว่าเจ้าของโครงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือยัง
2.ตรวจสอบใบอนุญาตจัดสรร หากผู้ประกอบการ ยังไม่ขออนุญาต หรือขอแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ ดิน ก็จะทำให้การก่อสร้างไม่อาจเกิดขึ้นได้
3.กำหนดระยะเวลาการก่อสร้าง และวันที่ก่อสร้าง เสร็จไว้ในสัญญาซื้อขาย หากไม่เป็นไปตามสัญญา ให้คืน เงินในฐานะผู้ซื้อพร้อมดอกเบี้ย
 
  • วิธีการรับโอนบ้านจัดสรร
วิธีที่ 2 เพื่อพบกันครึ่งทาง ก็สามารถโอนได้ โดย ทำบันทึกข้อตกลงให้ซ่อมแซมทุกรายการทั้งหมด รวมถึง ระยะเวลาประกันความเสียหายอย่างน้อย 1 ปี เพื่อที่จะได้ มีเงื่อนไข สามารถบังคับให้ซ่อมแซมได้ในภายหลัง
  • วิธีการร้องเรียนเมื่อผู้ขายไม่โอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา
การร้องเรียนนั้นทำได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค มีข้อแนะนำคือ ผู้ร้องเรียนต้องมีข้อมูลทั้ง ของผู้ร้องเรียนและเจ้าของโครงการ
ข้อมูลของผู้ซื้อต้องมีชื่อ ที่อยู่ ไว้ในหนังสือร้อง เรียนให้ชัดเจน
ส่วนข้อมูลของคู่กรณีถ้าเป็นบุคคลธรรมดาต้องระบุ ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ให้ชัดเจน ถ้าเป็นนิติบุคคล ให้ระบุ ชื่อ ที่อยู่ ของห้างร้าน บริษัท พร้อมกับหลักฐานการชำระ เงินดาวน์ เงินค่างวด และรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มี พื่อให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ หน่วยงานที่รับร้องเรียนมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปดำเนิน การ
  • วิธีวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้านจัดสรร
โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่ง มักจะไม่เพียงพอกับการซื้อบ้านด้วยเงินสด ดังนั้นเงินที่ขาด จึงต้องอาศัยกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ แต่มัก จะกู้ได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อ-ขาย หรือมูลค่า ประเมิน ดังนั้นผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อย ละ 20-30 ของราคาบ้านจึงจะสามารถกู้เงินและซื้อบ้านได้ เงินที่เก็บออมนี้เองที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเป็นเงิน "ดาวน์" ในการ ซื้อบ้าน หากบ้านยังคงสร้างไม่เสร็จ เจ้าของโครงการมักจะ ให้เราผ่อนเป็นงวดๆ ได้ในเวลา 5-18 เดือน
  • การซื้อบ้านจัดสรรกับการปลูกบ้านเองต่างกันอย่างไร
- การซื้อบ้านจัดสรรจะสะดวกกว่าการปลูกเอง การ เลือกแบบบ้านไม่ยุ่งยาก สามารถดูจากสำนักงานขาย หรือ บ้านตัวอย่างได้เลยว่าถูกใจหรือไม่ แต่มาตรฐานของวัสดุ ก่อสร้างจะสู้การปลูกเองไม่ได้ เพราะสร้างหลายๆ หลัง อาจ ผิดพลาดได้ และความต้องการต่างๆ อาจถูกจำกัดจากรูป แบบบ้านที่มีอยู่ สำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลาจะตัดปัญหา ในการหาสถาปนิกกับผู้รับเหมา แต่อาจจะได้บ้านที่ไม่ถูกใจทั้งหมด
- โครงการบ้านจัดสรร ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีก มากมาย เช่น สโมสร สะว่ายน้ำ สนามเทนนิส หรืออาจจะ มีสนามกอล์ฟด้วย รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย